Responsive image
เมนูหลัก
หน้าหลัก
เกี่ยวกับตำบล
ประวัติความเป็นมา
สภาพทั่วไป
สภาพสังคม
สภาพเศรษฐกิจ
บริการขั้นพื้นฐาน
ผลิตภัณฑ์ในตำบล (OTOP)
สถานที่สำคัญ/แหล่งท่องเที่ยว
เกี่ยวกับเรา
วิสัยทัศน์/พันธกิจ
ยุทธศาสตร์
โครงสร้างองค์กร
บทบาทหน้าที่
แผนพัฒนาท้องถิ่น
การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล
การดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริต
แผนการจัดการความรู้ (KM)
แบบฟอร์มเอกสารต่างๆ
งานทะเบียนพาณิชย์
บุคลากร
ผู้บริหาร
สมาชิกสภา
สำนักปลัด
กองคลัง
กองช่าง
กองการศึกษา
หน่วยตรวจสอบภายใน
ข่าวสารตำบล
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
ข่าวกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
ข่าวรับสมัครโอน/ย้าย
ITA
ITA ปี พ.ศ. 2563
ข่าวสารเครือข่าย
ข่าวประชาสัมพันธ์เครือข่าย
ข่าวกิจกรรมเครือข่าย
ปฏิทินกิจกรรมเครือข่าย
มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง
สินค้า OTOP เครือข่าย
ระเบียบ
หนังสือสั่งการ สถ.
พรบ./พรก.
กฎระเบียบกระทรวง
คำสั่ง สถ.
มติ ก. อบจ.
มติ ก. เทศบาล
มติ ก. อบต.
ข้อบัญญัติ
รายรับรายจ่าย
รายงานการประชุม
เว็บบอร์ด
องค์กรแห่งการเรียนรู้
ข้อเสนอแนะ ติชม
ศูนย์รับร้องเรียนเรื่องราวร้องทุกข์
กระดานแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ติดต่อเรา
ติดต่อหน่วยงาน
แผนที่ดาวเทียม
คู่มือประชาชน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ข่าวประชาสัมพันธ์
รู้ทันป้องกันโรคเอดส์
รู้ทันป้องกันโรคเอดส์
 
โรคเอดส์คืออะไร ?
      โรคเอดส์หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง(AIDS: Acquired Immune Deficiency Syndrome)เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเซียนซีไวรัส(Human Immunodeficiency Virus : HIV)หรือเรียกย่อๆว่าเชื้อเอชไอวี โดยเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันต่ำลงจนร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้อีก โรคต่างๆ(หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า โรคฉวยโอกาส)จึงเข้ามาซ้ำเติมได้ง่ายเช่น วัณโรค ปอดบวมติดเชื้อในระบบโลหิต เชื้อรา ฯลฯและ ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด
โรคเอดส์เป็นกับใครบ้าง ?
      โรคเอดส์ส่วนใหญ่ที่พบในประเทศไทย มักเกิดในพวกรักร่วมเพศชายที่เปลี่ยนคู่บ่อย ๆ ปัจจุบันพบว่าเกิดในพวกรักต่างเพศได้ โดยเฉพาะในเพศชายที่ชอบเที่ยวโสเภณี
สาเหตุของโรคเอดส์
      เชื้อไวรัสเอดส์ หรือ HIV (Human Immunodeficiency Virus) เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเอดส์สามารถจะแบ่งตัวในเซลล์ของคน เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เนื้อสมอง เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร เมื่อมีการติดเชื้อร่างกายจะสร้างภูมิต้านทาน (Antibody) ต่อเชื้อไวรัส แต่ไม่สามารถกำจัดให้หมดไปได้ เชื้อยังคงอยู่ในเม็ดเลือด และแพร่ต่อไปได้  เชื้อนี้จะไปทำลายใดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์(Lymphocyte ) โดยเฉพาะที่เฮลเปอร์ลิมโฟไซต์ (T. helper lymphocyte) ซึ่งมีหน้าที่ช่วยในการสร้างภูมิต้านทาน เมื่อเซลล์เหล่านี้ถูกทำลายไป ภูมิต้านทานของร่างกายก็ลดลง
 
      เชื้อเอดส์หรือ HIV เป็นไวรัสในกลุ่ม Retrivirus สันนิฐานว่าเป็นไวรัส ที่มีการพัฒนาตัวเองมาจากไวรัส ที่ทำให้เกิดโรคเฉพาะในสัตว์เท่านั้น และไม่สามารถทำให้เกิดโรคในคนได้ แต่ต่อมามีการพัฒนาขึ้น และค่อยๆ ทำให้เกิดในสัตว์ที่ใกล้เคียงกับคน เช่นลิง โดยเฉพาะลิงเขียว ในทวีปแอฟริกา (African green monkey) หลังจากนั้นไวรัสเหล่านี้ อาจติดมาในคน โดยในระยะแรกเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งของต่อมน้ำเหลือง ในคนต่อมาจึงเกิดเป็นโรคเอดส์ที่เป็นเฉพาะในคนเท่านั้น
 
อาการของโรคเอดส์
      อาการของโรคเอดส์มีทั้งหมด 3 ระยะคือ
      ระยะที่1 : เป็นระยะที่ยังไม่ปรากฏอาการผู้ป่วยมีสุขภาพปกติ บางรายอาจมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วๆไปเช่น มีไข้ ผื่นตามตัว อาการมักเกิดเวลาสั้นๆ และหายไปเองหลังจากนั้นผู้ป่วยจะไม่มีอาการใดๆเลย
      ระยะที่2 : ระยะที่เริ่มมีอาการหรือระยะที่มีอาการสัมพันธ์ กับเอดส์  ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอาการพร้อมกัน เช่น ลิ้นเป็นฝ้า ติดเชื้อราในช่องปากน้ำหนักลดมีไข้ท้องเสียเรื้อรังและโรคเริมเป็นต้น
     
      ระยะที่3: เป็นระยะโรคเอดส์เต็มขั้น ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนระยะที่2 และติดเชื้อโรคอื่นเพิ่มเติมขึ้นอีก เพราะภูมิต้านทานของร่างกายถูกทำลาย ความผิดปกติของระบบต่างๆของร่างกายจึงปรากฏ เช่นการติดเชื้อในระบบทาง  เดินอาหาร ระบบประสาท บางรายอาจเกิดมะเร็งในหลอดเลือด หรือ ต่อมน้ำเหลือง
การติดต่อของโรคเอดส์
      1. ทางเพศสัมพันธ์ การไม่ใช้ถุงยางอนามัยไม่ว่าชายกับชาย ชายกับหญิง หรือหญิงกับหญิงทั้งช่องทางธรรมชาติ หรือไม่ธรรมชาติ
      2. การรับเชื้อทางเลือด ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ มักพบในกลุ่มผู้ฉีดยาเสพติด                       
รับเลือดขณะผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด ในปัจจุบันเลือดที่ได้รับบริจาคทุกขวด ต้องผ่านการตรวจหาการติดเชื้อเอดส์ และจะปลอดภัยเกือบ 100%
      3.จากแม่สู่ทารก ติดเชื้อจากแม่ที่ติดเชื้อเอดส์ การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์หากตั้งครรภ์และไม่ได้รับการดูแลอย่างดี เชื้อเอชไอวี จะแพร่ไปยังลูกได้ในอัตราร้อยละ30
  การรักษาโรคเอดส์
แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน
      1. การรักษาโรคแทรกซ้อน คือ การรักษาโรคฉวยโอกาสที่เกิดขึ้น ซึ่งโรคบางโรคก็ยังไม่มียารักษา เช่น มะเร็งผนังเส้นเลือด
      2. การรักษาที่มุ่งกำจัดไวรัส ขณะนี้ยังไม่มียาที่ได้ผลแน่นอนในการการฆ่าหรือทำลายไวรัสเอดส์ จะมีเพียงยาที่ไปยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสเอดส์ไม่ให้เพิ่มจำนวนมากขึ้นในร่างกาย ซึ่งจะช่วยยืดอายุผู้ป่วยให้ยาวไปได้อีกระยะหนึ่งเท่านั้น ยาที่ยอมรับกันว่าได้ผลในขณะนี้คือยาAZT(Azidothymidine) ราคาเม็ดละ 50-60 บาท ต้องกินวันละ 6-12 เม็ดและต้องกินทุกวันตลอดชีวิต ผลข้างเคียงของยานี้คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน โลหิตจาง นอกจากยาชนิดนี้ยังมียาและวิธีการรักษาอื่นๆที่กำลังศึกษาค้นคว้าวิจัยอยู่ทั่วโลกเช่นยา ddc (dideoxycytidine)
      3. ยารักษาที่กระตุ้นภูมิต้านทานที่สูญเสียไป  ในขณะนี้มีการทดลองยาอยู่หลายตัวในวิธีนี้ซึ่งรวมทั้งวัคซีนโรคเอดส์ที่นิยมฉีดให้กับผู้ป่วย แล้วทำให้ภูมิต้านทานดีขึ้นเป็นที่คาดหวังว่าถ้าใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับยาที่ใช้ฆ่าเชื้อโรคเอดส์น่าจะเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด
      4.การรักษาทางด้านจิตใจผู้ป่วย ได้แก่ การให้กำลังใจ การสงเคราะห์ด้านอาชีพ และการให้การรักษาอาการทางจิตที่อาจเกิดจากแรงกดดันหลายๆด้าน

       ด้วยความปราถนาดีจาก
องค์การบริหารส่วนตำบลโป่งแพร่
         6 กุมภาพันธ์ 2560
 
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
- เว็บไซต์ของ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย   
    http://www.trcarc.org/
- เว็บไซต์ของมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ 
    http://www.aidsaccess.com
- เว็บไซต์ของกองควบคุมโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
    http://www.bangkok.go.th/aids/
- เว็บไซต์อื่นๆ เช่น
    http://www.thaiall.com/aids
โพสเมื่อ : 09 ธ.ค. 2562