Responsive image
เมนูหลัก
หน้าหลัก
เกี่ยวกับตำบล
ประวัติความเป็นมา
สภาพทั่วไป
สภาพสังคม
สภาพเศรษฐกิจ
บริการขั้นพื้นฐาน
ผลิตภัณฑ์ในตำบล (OTOP)
สถานที่สำคัญ/แหล่งท่องเที่ยว
เกี่ยวกับเรา
วิสัยทัศน์/พันธกิจ
ยุทธศาสตร์
โครงสร้างองค์กร
บทบาทหน้าที่
แผนพัฒนาท้องถิ่น
การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล
การดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริต
แผนการจัดการความรู้ (KM)
แบบฟอร์มเอกสารต่างๆ
งานทะเบียนพาณิชย์
บุคลากร
ผู้บริหาร
สมาชิกสภา
สำนักปลัด
กองคลัง
กองช่าง
กองการศึกษา
หน่วยตรวจสอบภายใน
ข่าวสารตำบล
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
ข่าวกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
ข่าวรับสมัครโอน/ย้าย
ITA
ITA ปี พ.ศ. 2563
ข่าวสารเครือข่าย
ข่าวประชาสัมพันธ์เครือข่าย
ข่าวกิจกรรมเครือข่าย
ปฏิทินกิจกรรมเครือข่าย
มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง
สินค้า OTOP เครือข่าย
ระเบียบ
หนังสือสั่งการ สถ.
พรบ./พรก.
กฎระเบียบกระทรวง
คำสั่ง สถ.
มติ ก. อบจ.
มติ ก. เทศบาล
มติ ก. อบต.
ข้อบัญญัติ
รายรับรายจ่าย
รายงานการประชุม
เว็บบอร์ด
องค์กรแห่งการเรียนรู้
ข้อเสนอแนะ ติชม
ศูนย์รับร้องเรียนเรื่องราวร้องทุกข์
กระดานแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ติดต่อเรา
ติดต่อหน่วยงาน
แผนที่ดาวเทียม
คู่มือประชาชน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สถานที่สำคัญ/แหล่งท่องเที่ยว
พระธาตุดอยจ้องสลับแสง
Responsive image
          วัดดอยจ้องสลับแสง  ตั้งอยู่ที่บ้านห้วยส้านพลับพลา หมู่ที่ 5 ตำบลโป่งแพร่  อำเภอแม่ลาว  จังหวัดเชียงราย ก่อนที่จะมีการก่อสร้างพระธาตุดอยจ้องขึ้น แต่เดิมดอยแห่งนี้มีต้นไม้ประดู่ขนาดใหญ่  ขนาด 3 คนโอบ    แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มสวยงาม (ลักษณะ คล้ายกับร่มที่ถูกกางออก ซึ่ง จ้อง ภาษาเหนือ คือ ร่ม)  ดอยจ้อง ความหมายก็คือ ดอยร่ม ซึ่งมีที่มาจากต้น ไม้ประดู่นั่นเอง
          ณ  ที่ต้นไม้ประดู่แห่งนี้ พอถึงวันพระ ข้างขึ้นจะปรากฏ ดวงแก้วดวงใหญ่ ส่องรัศมีปกคลุมต้นประดู่
คล้ายกับร่มที่ถูกกางออก พอถึงวันพระข้างแรม 15 ค่ำ ดวงแก้วก็ส่องรัศมีคลุมต้นประดู่ ซึ่งสีของดวงแก้วจะสลับสีแตกต่างกันออกไป (การปรากฏของดวงแก้ว แล้วแต่บุญญาบารมีของผู้คนที่จะได้พบเห็น)
          พระธาตุดอยจ้องสลับแสง  ได้มีการวางศิลาฤกษ์  เมื่อวันที่  29  กันยายน  2522  โดยมี นายอำเภอบรรณสิทธิ์  สลับแสง  (นายอำเภอเมืองในสมัยนั้น) เป็นประธานในพิธี
          ความเป็นมาของการสร้างพระธาตุแห่งนี้ จากคำบอกเล่าของ "หนานคำ" หรือ คุณจำเนียร สัตย์จริง
อดีตอาศัยอยู่บ้านห้วยส้านพลับพลา  ดอยจ้องของเราเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นเสมอ เช่นมีต้นประดู่ใหญ่  ขนาด 3 คนโอบ แผ่กิ่งก้านสาขาออกเป็นพุ่มสวยงาม พอถึงวันพระข้างขึ้น ก็จะปรากฏดวงแก้วดวงใหญ่ลอยเหนือต้นประดู่เปล่งแสงรัศมีเป็นร่มกว้างออกไปตามพุ่มของต้นประดู่ พอถึงวันพระ ข้างแรม 15 ค่ำ ดวงแก้วก็จะเปล่งแสงรัศมีเหนือต้นประดู่เปลี่ยนสีเป็นอีกสีหนึ่ง ด้วยเหตุที่ ต้นประดู่แผ่กิ่งก้านสาขาคล้ายกับ "ร่ม" ที่กางออก ชาวบ้านจึงเรียกดอยแห่งนี้ว่า "ดอยจ้อง" (คำว่า จ้อง ในภาษา เหนือ คือ "ร่ม)
          ครั้งหนึ่ง ได้มีหญิงชาวบ้านห้วยส้าน  ได้ขึ้นไปขุดหาหน่อไม้บนดอยจ้องแห่งนี้ ขณะที่กำลังขุดหาหน่อไม้อยู่นั้น ก็เห็นพระพุทธรูปองค์ขนาดคนนอน ปรากฏให้เห็นตรงหน้าที่กอไผ่ ด้วยความตกใจ  หญิงคนนั้น จึงรีบวิ่งลงจากดอย ไปบอกชาวบ้าน ชาวบ้านจึงพากัน มาดูจุดที่เธอพบพระนอน แต่พอชาวบ้านไปถึง ก็ไม่พบพระนอน ตามที่หญิงคนนั้นบอก ชาวบ้านบางคนก็ว่าเธอกุเรื่องหลอกชาวบ้าน แต่ก็มีชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งที่เชื่อเธอ  ในสมัย หนานคำเป็นเด็ก หนานคำก็เคยเห็นดวงแก้วลอยขึ้นจากดอยแห่งนี้ และมีดวงแก้วดวงเล็ก ๆ หลายดวงลอยตามกันไป ทางพระธาตุดอยเขาควาย บางทีก็ลอยไปทางพระธาตุจอมหมอกแก้ว (พระธาตุ 1 ใน พระธาตุ 9 จอม ของเชียงราย) บางทีดวงแก้ว ก็จะลอยไปทาง ดอยช้าง (พุทธสถานดอยช้าง มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 9 บ่อ สำหรับงานในพระราชพิธี)
           สถานที่ดวงแก้วลอยไป  ทั้ง 4 แห่ง  เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า จึงเป็นที่อัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง ที่แปลกอีกอย่างหนึ่งทางที่ผ่านดอยจ้องแห่งนี้เวลามีคนขี่ล้อเกวียนผ่านไปจะมีเสียงดังเหมือนกับว่าข้างล่างดอยเป็นโพรง  ด้วยความเชื่อที่ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สมควรที่จะสร้างพระธาตุฯ จึงได้ปรึกษากับชาวบ้านและท่านนายอำเภอบรรณสิทธิ์  ประกอบกับท่านนายอำเภอเป็นคนชอบธรรมะ  และการทำนุบำรุงศาสนา ชาวบ้านจึงได้เชิญท่านมาเป็นประธานและวางศิลาฤกษ์ในการสร้างพระธาตุดอยจ้อง คงเป็นด้วยความศักดิ์สิทธิ์      ของเทพยดาอารักษ์ผู้รักษาสถานที่แห่งนี้ ดลบันดาลให้ท่านนายอำเภอบรรณสิทธิ์ สลับแสง  ได้พระบรมธาตุมา เพราะท่านได้ไปพบท่านเจ้าอธิการบุญยวง เจ้าอาวาสวัดฝั่งหมิ่น  (ปัจจุบันเป็นเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงราย)  ซึ่งเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตเชียงราย  ท่านได้มอบผอบพระธาตุมาจากเจดีย์หัก ในเขตอำเภอเทิงมาให้ดู  ท่านเองก็ใคร่จะพิสูจน์ว่าในผอบเป็นอะไร ก็เห็นเป็นทราย  จึงได้นำให้สมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร พิสูจน์ดู  ก็ได้รับคำยืนยันว่าเป็น พระบรมสารีริกธาตุ จริง ๆ  และท่านก็ได้ประทานคืนมา เมื่อท่านเจ้าอธิการบุญยวง เห็นว่านายอำเภอบรรณสิทธิ์  กำลังก่อสร้างพระธาตุดอยจ้อง จึงได้มอบผอบที่บรรจุพระบรม สารีริกธาตุให้  เพื่อนำไปบรรจุยังเจดีย์ที่กำลังก่อสร้าง  หลังจากที่นายอำเภอได้พระธาตุมาแล้ว  ก็เป็นที่อัศจรรย์เมื่อมีคนอื่น ๆ รู้ต่างก็นำพระธาตุมาเทียบกันดู เมื่อเห็นว่าเป็นพระธาตุ ที่มีลักษณะเหมือนกัน เขาก็มอบให้เพื่อนำขึ้นไปบรรจุในเจดีย์ใหม่  ท่านนายอำเภอจึงขอความร่วมมือจากหัวหน้าศาลจังหวัดเชียงราย  ไปจ้างช่างแกะสลักผอบไม้สักขึ้นมาเพื่อบรรจุพระธาตุ  แล้วให้นายช่างเทศบาลเมืองเชียงราย  เป็นผู้ออกแบพระเจดีย์  ทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดจะทำก็ สำเร็จไปด้วยดีอย่างเหลือเชื่อ  โดยที่ไม่ติดขัดหรือมีอุปสรรคใดๆ เลย
          ครั้งเมื่อ  ท่านนายอำเภอนำพระบรมสารีริกธาตุมาแห่พร้อมกับผ้ากฐิน  ซึ่งได้นำมาทอดถวาย      ณ วัดห้วยส้าน พลับพลา เพื่อนำรายได้มาสร้างเจดีย์ ก็เกิดฝนตกลงในบริเวณวัดห้วยส้านพลับพลา และตกขณะที่กำลังแห่พระธาตุ และผ้ากฐิน แต่เป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่งเพราะฝนตกเฉพาะบริเวณวัดเท่านั้น ที่อื่นไม่มีฝนตก
ต่อมาก็เกิดเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ใจอีก คือเมื่อท่านนายอำเภอได้ถวายผ้ากฐินแล้ว และได้มอบพระธาตุให้หนานคำ (ขณะนั้นบวชเป็นพระ) เป็นผู้เก็บรักษาพระธาตุ ตอนนั้นบนดอยจ้องยังไม่มีเสนาสนะที่อาศัยของพระ  ชาวบ้านจึงได้ช่วยกันสร้างลอมฟาง  ให้เป็นที่อยู่ของพระ  พระองค์ไหนจะขึ้นมาปฏิบัติธรรมก็ให้อาศัยอยู่ในลอมฟางหรือไม่ก็ปักกรด ด้วยกลัวว่าพระธาตุจะหาย จึงได้เก็บไว้ในย่ามติดตัวตลอดเวลา พอเวลาทำวัตรเย็น ก็จะนำเอาพระธาตุ ออกมาไหว้สักการะ มีวันหนึ่งท่านนำพระธาตุออกมาแล้วลืมเก็บไว้เหมือนเดิม และได้มี ตุ๊ลุงมา (เจ้าอธิการบุญมา เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน)  ซึ่งเป็นเจ้าคณะตำบลแม่กรณ์ ได้ขึ้นมาเยี่ยมและได้ชวนไปเยี่ยมพระภิกษุบนดอยวัดห้วยชมพู (ห่างไปประมาณ 5 กม.) เมื่อไปถึงวัดห้วยชมภูแล้ว จึงมองลงมายังดอยจ้องซึ่งสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะวัดห้วยชมภูอยู่สูงกว่า ก็ได้เห็นไฟป่ากำลังไหม้ลุกลามจากเชิงดอยขึ้นไปหาลอมฟาง  ซึ่งสร้างไว้เป็นที่พักของพระ 4 - 5 หลัง และห่างจากลอมฟางที่ได้เก็บพระธาตุไว้ประมาณ  3  ศอกพอเห็นอย่างนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าลืมเก็บพระธาตุ จึงได้รีบลงจากดอยชมภูมาที่ดอยจ้อง พอมาถึงดอยจ้องก็ปรากฏเป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะว่าลอมฟางอื่น ๆที่สร้างติดกันถูกไฟไหม้หมด เหลือแต่ลอมฟางที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุเท่านั้นที่ไม่ถูกไฟไหม้  มีแต่ฟางเหลืองเกรียมและต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รอบๆ เท่านั้นที่ถูกไฟไหม้ 
          อีกเหตุการณ์หนึ่ง ขณะที่กำลังก่อสร้างกำแพงแก้วล้อมรอบพระเจดีย์อยู่นั้น ชาวบ้านได้ถามว่า "ท่านทำไมจุดไฟทิ้งไว้ทั้งคืน  ท่านก็บอกชาวบ้านว่า "อาตมาไม่เคยจุดไฟทิ้งไว้ และจุดเทียนก็เพียงครู่เดียวก็ดับ" ชาวบ้านบอกว่า "เมื่อคืนนี้พวกเรากำลังนวดข้าวกันอยู่มองขึ้นไปบนดอยจ้องเห็นไฟสว่างรอบพระธาตุสว่างทั้งคืน ก็นึกว่าท่านได้จุดตะเกียงบูชาพระธาตุ " นี่ก็แปลกที่ชาวบ้านเห็นไฟสว่างรอบพระธาตุ แต่ท่านอยู่ใกล้แต่ไม่เห็น  ต่อมา
          ท่านนายอำเภอบรรณสิทธิ์  ก็ย้ายเข้ากรมการปกครอง  แต่ก่อนไปก็อธิษฐานว่า  "หากสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง  เมื่อข้าพเจ้าย้ายออกไปแล้วก็ขอให้มีโอกาสกลับมาเชียงรายอีก"  เป็นไปตามคำอธิษฐาน ไม่นานท่านก็ย้ายกลับมาเป็นผู้ว่าราชการเชียงรายอีก  โดยที่ท่านไม่ได้เป็นรองผู้ว่าราชการจากที่ใด นับว่าเป็นบุญกุศลที่ท่านได้ทำไว้ ทำให้สำเร็จดัง            สมประสงค์  ปี พ.ศ.2525  สมเด็จพระอริยวงสาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน)วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม  กรุงเทพมหานคร  ได้ประทานพระพุทธรูปให้เป็นพระประธานที่นี่ในวันที่ 4 มีนาคม  2525  พร้อมมีลายพระถัตย์จารึกบนแผ่นทองเหลืองด้วยอักษรสีแดง ความว่า  "ขอบารมีแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และเทวานุภาพโปรดประทานความคุ้มครองรักษาพระพุทธปฏิมาปางมารวิชัย  เพื่อประดิษฐานเป็นองค์พระประธาน ณ  วัดพระธาตุดอยจ้องสลับแสง  บ้านห้วยส้านพลับพลา  ตำบลแม่กรณ์  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงราย"  ซึ่งได้ถวายมงคลนามว่า  พระพุทธพัฒน์ ภูฉัตโตภาสชนาภิบาลมุนินทร์  ใจความว่า  "พระพุทธผู้จอมปราชญ์ ทรงคุ้มครองรักษาประชาชนชาววัดพระธาตุดอยจ้องสลับแสง ให้อยู่เย็นเป็นสุขจงสถิตสถาพร เป็นมิ่งขวัญอบอุ่นใจ บันดาลความปรารถนาโดยธรรม ให้สำเร็จสมประสงค์ ปัดเป่าภัยพิบัติ  อุปัทวันตรายให้สูญหายแก่ประชาชนผู้เลื่อมใส ถวายสักการบูชาทั่วกัน ตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ"
          มีหลายท่านได้สอบถามว่าทำ  ดอยจ้อง  จึงมีคำว่า  สลับแสง ต่อท้ายทั้งๆ ที่สมัยก่อนเรียกกัน    ดอยจ้อง  มูลเหตุเกิดมาจาก  เมื่อสร้างพระธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้วผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็มาช่วยกันคิดชื่อกัน             ให้เหมาะสมกับการเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเจ้าอธิการ สมบูรณ์ ถิรจิตโต อดีตเจ้าอาวาสวัดปางริมกรณ์และเป็นอดีตเจ้าคณะตำบลแม่กรณ์  ท่านได้ออกความเห็นว่า "พระธาตุแห่งนี้มักมีแก้วส่องแสงขึ้นในวันพระ  ข้างขึ้นบ้าง  ข้างแรมบ้าง  ซึ่งมีสีแสงที่แตกต่างกัน  มีความหมายว่า  สลับแสงออกมาตามข้างขึ้น และข้างแรมอีกประการหนึ่ง  นายอำเภอบรรณสิทธิ์  ที่เป็นประธานสร้างพระธาตุนี้ก็มีนามสกุล  สลับแสง  จึงสมควรตั้งชื่อว่า พระธาตุดอยจ้องสลับแสง

 
 
       
โพสเมื่อ : 02 เม.ย. 2562